Photo Gallery Tour & Travel Ciity tour Special Photos Flowers & Nature Events Outbound Tour Articles About Tour Today talk Free Photos Wallpapers View & Landscape Flowers King Photo New Year Card & More Services Free members Free Advertize. Photo services Wedding / Events /More Others Portrait Photos Tip & Technic Goood Books .................................................. แกลลอรี่ภาพ ภาพท่องเที่ยว ภาพในเมือง ภาพในหลวงและพระราชพิธี ภาพดอกไม้และธรรมชาติ ภาพเหตุการณ์ ภาพท่องเที่ยวในต่างแดน บทความ บทความท่องเที่ยว บทความทั่วไป ฟรีดาวน์โหลดภาพ ฟรีภาพวอลเปเปอร์ ภาพวิว ทิวทัศน์ ภาพดอกไม้ ภาพในหลวง การ์ดปีใหม่ และภาพอื่นๆ บริการ ฟรีสมัครสมาชิกช่างภาพ โฆษณาฟรี บริการถ่ายภาพโดยสมาชิก ภาพแต่งงาน รับปริญญา สินค้า เมนูอื่นๆ ภาพคน ภาพเด็ก ภาพนางแบบ แนะะนำเทคนิคการถ่ายภาพ แนะนำหนังสือถ่ายภาพ .................................................
เวียดนามตอนที่ 2 เวียดนามตอนที่ 1 ผมได้พาเดินทางจากด่านมุกดาหารชายแดนไทย ผ่านลาว (สะหวันเขต) และมาสิ้นสุดที่ด่านชายแดนลาว เขตติดต่อกับเวียดนาม หรือเรียกว่า ลาวบาว ที่ไกด์ลาวบอกว่าเป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า ลาวบ่เอา (หากใครไม่ทราบที่มาก็แนะนำให้หาคำตอบในบทความตอนที่ 1 ) วันเดียวเที่ยว 3 ประเทศ หลายคนคงเคยได้ยิน แต่ทริปของเราก็พบความจริงที่ว่านี้ ในเส้นทางมิตรภาพ ไทย ลาว เวียดนาม ที่หลังจากเปิดใช้เส้นทางนี้ นักท่องเที่ยวจากไทยก็หลังไหลไปเที่ยวเวียดนามกันมากขึ้น จนเวียดนามเองก็ตั้งรับแทบไม่ทันว่าจะมีคนไทยมากันมากขนาดนี้ เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรที่ลาวบาวก็ยังปรับตัวไม่ทัน งานจึงล่าช้า ทำเอาไกด์แต่ละบริษัท บ่นอุบไปตามๆกัน เส้นทางจากลาวบาวสู่ปลายทางที่เมืองเว้ประเทศเวียดนาม ช่วงนี้เป็นเส้นทางบนภูเขา อาจไม่สูงมากนัก ประมาณ 7- 800 เมตร เหนือน้ำทะเล แต่ก็ได้สัมผัสความหนาวเย็นที่ถูกใจนักท่องเที่ยวไทยไปตามๆกัน เพราะวันนี้ตั้งแต่เช้าจนถึงบ่าย มองไปทางไหนก็มีแต่ความแห้งแล้ง และร้อนอบอ้าว ครั้นมาเจอสภาพอากาศที่อุณภูมิประมาณ 26-27 องศา ทำให้รู้สึกเย็นสบาย เหมือนเข้าสู่ฤดูหนาวบ้านเรา และยิ่งเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามด้วย ก็รู้สึกคุ้มค่ากับการเดินทาง การเดินทางโดยทางรถยนต์ แม้จะช้ากว่าเครื่องบิน แต่ก็ได้เปรียบที่เห็นบ้านเมืองตามรายทาง และวิถีชีวิตที่ไม่รีบร้อนของของชาวเวียดนาม หลายคนบอกว่าสภาพแบบนี้น่าอยู่มาก นั่งรถผ่านถนนเลียบเชิงเขา จะเห็นเป็นทุ่งหญ้าสลับต้นไม้เตี้ยๆ สังเกตว่าต้นไม้บนเขาแถวนี้ไม่ใหญ่นักไกด์บอกว่าบริเวณนี้เป็นแนวทิศทางลมที่พัดผ่านมาจากทะเลจีนใต้่ ไม่ไกลจากที่นี่นัก หากเป็นช่วงมรสุมบริเวณเขาแถบนี้จะเป็นกำแพง รับแรงพายุกันแบบเต็มๆ ต้นไม้ใหญ่จึงแทบไม่มีให้เห็น ชาวบ้านจึงปลูกต้นขนุนไว้ช่วยลดแรงลม ทำให้มีไม้ขนุนมากกว่าไม้ชนิดอื่น ไกด์บอกว่าบ้านในเวียดนาม จะสร้างกันแข็งแรง ส่วนใหญ่สร้างด้วยปูนซีเมนต์ ขณะเดียวกันไม้ที่จะมาใช้ก่อสร้างอาคารบ้านเรือนก็หายาก จึงต้องนำเข้ามาจากประเทศลาว เรามาแวะที่สะพานโฮจิมินห์ เป็นสะพานสลิง ข้าม แม่น้ำเบนไห่ สมัยโฮจิมินห์เป็นผู้นำกองทัพเวียดมินด์ ครั้งที่เป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส โดยใช้สะพานแห่งนี้ขนยุทธปัจจัย ใช้ลวดสลิงขึงทั้งสองฝั่ง และดึงข้ามแม่น้ำ กระทั่งเดินทัพไปต่อสู้กับฝรั่งเศสจนประสบชัยชนะ ใน ศึกเดียนเบียนฟู เมื่อปี 2497 กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งเวียดนามออกเป็นสองประเทศ คือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ โดยใช้เส้นรุ้งที่ 17 เหนือ ผ่านเมืองกลางตรี แนวแม่น้ำเบนไห่ (เบนไฮ) ตามสนธิสัญญาเจนิวา โดยมีแนวเขตปลอดทหารฝ่ายละไม่เกิน 5 กิโลเมตร จากสนธิสัญญาเจนิวา ส่งผลให้ ลาว และ กัมพูชา เป็นอิสรภาพพร้อมกับเวียดนาม เมื่อเสร็จศึกเดียนเบียนฟู โฮจิมินท์ กลายเป็นวีระบุรุษของชาวเวียดนาม จากนั้นได้สร้างสะพานห่งนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์ของการต่อสู้ในอดีต ปัจจุบันกลายเป็นจุดแวะของนักท่องเที่ยว ชื่อว่า " สะพานโฮจิมินห์" ถนนเลียบแม่น้ำเบนไห่ เป็นเส้นทางที่มีความสวยงามมาก มองเห็นกระแสน้ำ่ใสบริสุทธ์อยู่เบื้องล่าง มีชนเผ่าอาศัยอยู่เป็นระยะๆ อนาคตคาดว่าทางการอาจสร้างจุดชมวิว ให้นักท่องเที่ยวได้สูดอากาศบริสุทธ์ และชมความงดงามของธรรมชาติที่หาดูได้ยาก แต่ภูเขาสวยงามที่เห็นนี้ ไกด์เล่าว่าเคยเป็นสนามรบที่น่าสะพรึงกลัวสมัยสงครามเวียดนาม กองทัพอเมริกาส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดนับครั้งไม่ถ้วน เสียงระเบิดกึกก้องไปทั้งบริเวณ ทั้งระเบิดทำลาย และระเบิดนาปาล์ม (ระเบิดเพลิง) เพื่อเผาป่าขับไล่พวกเวียดกง (พวกคอมมิวนิสต์) แต่ปรากฏว่าพวกเวียดกงหนีลงไปอยู่ในรูที่ขุดไว้ใต้ดิน จนฝ่ายอเมริกาหาไม่พบ มีการวางระบบป้องกันไว้เป็นอย่างดี สามารถอยู่ในรูใ้ดินได้นานนับเดือน มีคนสงสัยว่า เวียดกงขุดรูเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายนับความยาวได้หลายสิบกิโลเมตร แต่ทำไมฝ่ายอเมริกาหาไม่เจอ อย่างน้อยๆน่าจะเห็นดินที่ขุดจากทางอากาศได้ คำตอบก็คือว่าเวียดกงขุดดินไปทิ้งทะเล ทำให้ไม่เห็นซาก เป็นความฉลาดที่กว่าอเมริกาจะรู้ความจริง ก็สูญเสียทหารไปไม่น้อย ผลพวงของสงครามเวียดนาม ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากถึง 4 ล้านคน จนเห็นสุสานอยู่ทุกหนแห่งในเส้นทางที่ผ่าน บางแห่งก็อยู่ภายในหมู่บ้าน จนคนเวียดนามเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้มีความน่ากลัวแต่อย่างใด สงครามผ่านไปแล้ว แต่ผลพวงของสงครามยังปรากฏหลักฐานให้เห็นบนใบหน้าของสตรีและเด็กๆชาวเวียดนาม ที่เห็นแววตาี่เหือดแห้ง ดูกระด้างๆ ไม่มีแววอ่อนหวานเหมือนกับประเทศอื่นๆเช่นประเทศไทย ปัจจุบันคนเวียดนามมุ่งมั่นที่จะสร้างชาติให้เจริญเติบโต เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศที่เคยบอบช้ำจากสงคราม ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อฟังรัฐบาล ให้ความร่วมมือใน และปฏิบัติตามนโยบายต่างๆ มีความรักชาติ สมานฉันท์ เป็นหนึ่งใจเดียวกัน ขณะเดียวกันรัฐบาลก็บริหารประเทศจนเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในขณะนี้ ผิดกับประเทศไทยที่ไม่ได้บอบช้ำจากสงคราม แต่ไทยเราบอบช้ำจากการถูกโกง จากนักการเมืองและรัฐบาลในอดีตมานับไม่ถ้วน เรามักพบกับผู้บริหารประเทศ มีมีจิตใจใฝ่ทุจริต ใช้วิธีการต่างๆ โกงชาติ โกงแผ่นดิน เพื่อตระกูล และพรรคพวกแต่ในที่สุดแล้วคนพวกนี้ก็ต้องชดใช้กรรมชั่วที่ตัวเองก่อไว้ รวยแค่ไหนก็ตกนรกได้ทั้งนั้น หนักมากๆเข้าก็เหมือนคำพูดของป๋าเปรมที่พร่ำสอนให้ทำความดีเพื่อบ้านเมือง และยังเคยพูดว่า "พวกโกงชาติ อนาคตจะไม่มีแผ่นดินอยู่" หากเป็นจริงก็เป็นอย่างที่คนโบราณเรียกกันว่า " ต้องคำสาป" ยิ่งคำสาปจากคนที่มีบารมีมาก ก็มักเห็นผลทันตา บาปกรรม ตามทัน ทำดีกันไว้เถิด จะได้ไม่เป็นอย่างที่เห็น เงินทองนะซื้อบุญและขายบาปไม่ได้หรอกครับ ความดีเท่านั้นที่จะสร้างบุญได้ คนเราทุกวันนี้ หวังแต่รวยโดยไม่ได้สนใจว่าจะได้มาโดยสุจริตหรือไม่ คิดแต่ว่า ความรวยเท่านั้น จะบันดาลความสุขมาให้ตนเองได้ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องรู้ซึ้งถึงสัจธรรมว่าความสุึขที่แท้จริงนั้นคืออะไร สิ่งเลวร้ายในบ้านเมืองยังคงต้องเห็นกันต่อไป จะหวังรัฐบาลหน้า เห็นคงจะยาก เพราะนักการเมืองขณะนี้กำลังผสมพันธ์กันเป็นที่สนุกสนาน ยังไม่รู้ว่าผลจากการผสมหมู่์คราวนี้จะออกมาหน้าตาแบบไหน แต่ก็พอจะเห็นเค้าลางๆว่่า มีเขี้ยวยาว มีเขาแหลม หน้าตาขยะแขยง และไม่มีเผ่าพันธ์เป็นของตนเอง เพราะเป็นพันธ์ผสม ช่างไม่่ต่างกับสุนัขข้างถนนที่สามารถผสมพันธ์ได้ทุกที่ แต่สุนัขหรือสัตว์อื่นๆ ยังดีกว่าพวกโกงชาติบ้านเืมือง ที่จะผสมพันธ์ตามฤดูกาลเท่านั้น ต่างกับพวกโกงชาติที่ผสมพันธ์กันได้ทุกเวลา กอดกันกลม เหมือนรักกันปานจะกลืน แถวบ้านผมเห็นแล้วต่างพูดว่า น่าสมเพชมากกับมนุษย์พันธ์ฺแบบนี้ ไปเที่ยวเวียดนามคราวนี้ ได้ประโยชน์เยอะครับ อย่างน้อยก็เห็นความคิดความอ่านของผู้นำและรัฐบาลของเค้าว่า แตกต่างกับบ้านเราอย่างไรบ้าง เว็บมาสเตอร์ โฟโต้ออนทัวร์ 2 พฤศจิกายน 2550 สนับสนุนการเดินทางโดย บอนด์สตรีททัวร์ www.bondstreettour.com